โหมดมืด
สถิติในรายงาน
ตัวเลขโรงแรมส่วนใหญ่เป็นเศษส่วน และความหมายของมันอยู่ที่ตัวหาร ไม่ใช่ตัวตั้ง สองโรงแรมที่รายงาน Occupancy 80% เท่ากัน อาจนับห้องที่ปิดซ่อมคนละแบบ
หน้านี้บอกว่าระบบคิดแต่ละตัวยังไง เพื่อให้เทียบกับรายงานที่โรงแรมทำอยู่เดิมได้
ตัวอย่างประกอบมาจากโรงแรมขนาด 48 ห้อง ปี 2025 เต็มปี
สถิติห้องพัก
Rooms Available — ห้องที่พร้อมขาย
จำนวนคืนที่มีห้องให้ขายในงวด ไม่ใช่จำนวนห้องของโรงแรม
48 ห้อง × 365 วัน = 17,520 คืน
ตัวเลขนี้ตัดสินทุกอย่างที่เหลือ
Occupancy กับ RevPAR หารด้วยตัวนี้ ถ้านับผิดตัวเดียว ผิดหมดทั้งหน้า
คำถามที่ต้องตอบก่อน: ห้องที่ปิดซ่อมทั้งเดือน นับเป็นห้องที่พร้อมขายไหม
ตำรา USALI ให้หักห้องที่ใช้การไม่ได้ (Out of Order) ออก แต่โรงแรมจำนวนมาก รายงานบนจำนวนห้องทั้งหมด เพราะเจ้าของอยากเห็นว่า "ทรัพย์สินที่ลงทุนไป ทำเงินได้กี่เปอร์เซ็นต์" ไม่ใช่ "ห้องที่เปิดขายทำเงินได้กี่เปอร์เซ็นต์"
ระบบทำตามที่โรงแรมทำอยู่ ไม่ได้บังคับตามตำรา เพราะตัวเลขที่ไม่ตรงกับรายงาน ที่ทีมใช้กันทุกเช้า จะไม่มีใครเชื่อ ตั้งค่าได้ว่าจะใช้แบบไหน
Rooms Sold — ห้องที่ขายได้
จำนวนคืนที่มีแขกพักจริง รวมห้องที่ให้ฟรีและห้องที่พนักงานใช้หรือไม่ ขึ้นกับที่ตกลงไว้
14,460 คืน จาก 17,520 คืนที่พร้อมขาย
รายงานประจำวันแยกให้เห็นทั้งสี่แบบ — รวมทุกอย่าง · หักห้องแถม · หักห้องที่พนักงานใช้ · หักทั้งสองอย่าง เพื่อให้เลือกใช้ตัวที่ตรงกับที่ฝ่ายบัญชีต้องการ
Occupancy — อัตราการเข้าพัก
Occupancy = Rooms Sold ÷ Rooms Available × 10014,460 ÷ 17,520 = 82.53%
ADR — ราคาห้องเฉลี่ยที่ขายได้
Average Daily Rate — เฉลี่ยจากห้องที่ขายได้ ไม่ใช่ห้องทั้งหมด
ADR = รายได้ห้องพัก ÷ Rooms Sold32,103,806 ÷ 14,460 = 2,220 บาท
ADR ตอบว่า "ขายห้องได้ราคาดีแค่ไหน" — ห้องว่างไม่มีผลกับตัวเลขนี้เลย
RevPAR — รายได้ต่อห้องที่มีอยู่
Revenue per Available Room — ตัวเดียวที่รวมทั้งราคาและอัตราการขายเข้าด้วยกัน
RevPAR = รายได้ห้องพัก ÷ Rooms Available
= ADR × Occupancy32,103,806 ÷ 17,520 = 1,832 บาท (เท่ากับ 2,220 × 82.53%)
ทำไมต้องดู RevPAR ไม่ใช่ ADR อย่างเดียว
ADR สูงขึ้นอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าดีขึ้น — ขึ้นราคาแล้วขายได้น้อยลง ADR สวยขึ้น แต่เงินเข้าน้อยลง RevPAR จับทั้งสองด้านพร้อมกัน จึงเป็นตัวที่ใช้เทียบข้ามงวด และข้ามโรงแรม
จำนวนแขก
25,862 คน ตลอดปี เฉลี่ย 1.79 คนต่อห้องที่ขายได้
ใช้ประกอบการวางแผนอาหารเช้าและกำลังคน มากกว่าใช้วัดผลทางการเงิน
สถิติอาหารและเครื่องดื่ม
Covers — จำนวนลูกค้าที่รับบริการ
นับเป็น "หัว" ไม่ใช่จำนวนบิล โต๊ะหนึ่งสี่คนคือสี่ covers
Average Check — ยอดเฉลี่ยต่อหัว
Average Check = รายได้อาหารและเครื่องดื่ม ÷ Coversต้องมีการนับ covers ถึงจะได้ตัวเลขนี้
ระบบบัญชีรู้ยอดขาย แต่ไม่รู้ว่ามีลูกค้ากี่คน — ต้องมาจากระบบขายหน้าร้านหรือการนับ ที่หน้างาน ถ้าไม่มี รายงานจะขึ้นหมายเหตุว่ายังไม่มี Covers แทนที่จะแสดงเป็นศูนย์ เพราะศูนย์อ่านได้ว่า "ไม่มีลูกค้า" ซึ่งคนละเรื่องกับ "ยังไม่ได้นับ"
บรรทัดในงบดำเนินงาน
กำไรขั้นแผนก
รายได้ของแผนกลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากแผนกนั้นโดยตรง — เงินเดือนพนักงานแผนกนั้น ของใช้ ผ้า ค่าซักรีด ค่าคอมมิชชั่นตัวแทน
ห้องพัก 21,622,427 · อาหารและเครื่องดื่ม 4,992,905 · รวม 26,345,747
ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง
ค่าใช้จ่ายที่ปันเข้าแผนกใดแผนกหนึ่งไม่ได้ — บริหารและบัญชี ไอที การตลาด ซ่อมบำรุง และสาธารณูปโภค
−12,398,811
GOP — กำไรจากการดำเนินงาน
GOP = กำไรขั้นแผนกรวม − ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง26,345,747 − 12,398,811 = 13,946,936
เส้นที่ผู้บริหารโรงแรมรับผิดชอบ สัญญาจ้างบริหารโรงแรมส่วนใหญ่ผูกค่าตอบแทน กับเส้นนี้ ไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะค่าเช่าที่ดินและดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ใช่เรื่องที่ทีมปฏิบัติการ ตัดสินใจได้
EBITDA
EBITDA = GOP − ค่าใช้จ่ายคงที่และนอกการดำเนินงาน13,946,936 − 6,404,976 = 7,541,960 (ปีก่อน 5,497,382 · +37%)
ค่าใช้จ่ายคงที่คือค่าเช่า ภาษีทรัพย์สิน ประกันภัย ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยจ่าย
ต้นทุนต่อห้องที่ขายได้
ท้ายงบแผนกห้องพักมีอีกชุดหนึ่ง — เอาค่าใช้จ่ายแต่ละรายการหารด้วยจำนวนห้องที่ขายได้
724.85 บาทต่อห้องที่ขายได้ แยกเป็น
| รายการ | บาท/ห้อง |
|---|---|
| ค่าคอมมิชชั่นตัวแทน | 402.69 |
| เงินเดือนและค่าจ้าง | 161.12 |
| ส่วนแบ่งค่าบริการ | 50.90 |
| ค่าซักรีด | 33.82 |
| ของใช้สำหรับแขก | 26.91 |
| น้ำยาทำความสะอาด | 3.80 |
| เครื่องเขียนและสิ่งพิมพ์ | 3.73 |
ตัวเลขชุดนี้ใช้ตั้งราคาขั้นต่ำได้
เมื่อรู้ว่าขายห้องหนึ่งคืนมีต้นทุนแปรผันเท่าไร ก็ตอบได้ว่าราคาโปรโมชั่นที่ต่ำที่สุด ที่ยังไม่ขาดทุนอยู่ตรงไหน — และเห็นชัดว่าค่าคอมมิชชั่นตัวแทนกินไปมากกว่าครึ่ง ของต้นทุนต่อห้อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจเรื่องช่องทางขาย
เมื่อตัวเลขสองฝั่งไม่ตรงกัน
รายได้ในงบมาจากบัญชี ส่วนสถิติมาจากที่บันทึกรายวัน — ทั้งคู่ถูกในมุมของตัวเอง แต่มักไม่เท่ากัน
สาเหตุที่พบบ่อย
- ภาษีและค่าบริการ — ระบบหน้าบ้านมักรายงานยอดที่แขกจ่ายจริง ส่วนบัญชีบันทึก รายได้หลังแยกภาษีออกแล้ว ส่วนต่างจะอยู่ราวอัตราภาษี
- ส่วนลดและรายการปรับปรุง — ลดให้แขกทีหลัง บัญชีบันทึกเป็นรายการลดรายได้ แต่รายงานประจำวันของวันนั้นไม่ได้แก้ย้อนหลัง
- รายได้ที่ไม่ได้ผ่านหน้าบ้าน — ห้องอาหารที่ขายให้ลูกค้าทั่วไปโดยไม่ผ่านห้องพัก
อย่ารีบแก้ให้ตรงกัน
ส่วนต่างที่อธิบายได้ ไม่ใช่ปัญหา — มันคือข้อมูล ถ้าปรับตัวเลขให้เท่ากันโดยไม่รู้ว่า ส่วนต่างมาจากไหน จะเสียเครื่องมือตรวจสอบไปหนึ่งอย่าง
สิ่งที่ควรทำคือวัดส่วนต่างทุกงวด ถ้ามันคงที่ในอัตราที่อธิบายได้ แปลว่าระบบทำงานปกติ วันที่มันเปลี่ยนกะทันหันต่างหากที่ต้องไปดู